Semantic elements หมายถึง “องค์ประกอบ (แท็ก) ที่มีความหมายในตัวเอง”
Semantic Elements คืออะไร ?
ตัวอย่างแท็กที่ไม่เป็น Semantic:
<div> และ <span> แท็กเหล่านี้ “ไม่บอกว่าเนื้อหาภายในคืออะไร”
ตัวอย่างแท็กที่เป็น Semantic: <img>, <table>, <article> แท็กเหล่านี้ “บอกความหมายของเนื้อหาได้ชัดเจน”
Semantic Elements ใน HTML
เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้แท็ก <div> แทนส่วนต่าง ๆ ของเว็บ เช่น
แต่ HTML มีแท็ก Semantic โดยเฉพาะ เช่น <article>, <aside>, <details>, <figure>, <footer>, <header>, <main>, <nav>, <section>, <time>
HTML <section> Element
ใช้กำหนด ส่วนหนึ่งของเอกสาร เช่น บท บทนำ หรือรายการข่าว โดยปกติหน้าเว็บสามารถแบ่งได้เป็นส่วนต่าง ๆ เช่น บทนำ เนื้อหา และข้อมูลติดต่อ
Web Hosting
บริการ Web Hosting บน Server ประสิทธิภาพสูง ใช้งานง่าย รองรับการใช้งานหลากหลาย พร้อมระบบติดตั้ง Script อัตโนมัติ เราบริการด้วยทีมงาน Network Engineer ที่ความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน Web Hosting โดยเฉพาะ
Cloud Server
บริการ Cloud Server สำหรับ Web หรือ Application ที่ต้องการประสิทธิภาพ และความเสถียรภาพสูงสุด อิสระในการใช้งาน สามารถเลือกและติดตั้ง OS ได้เอง
HTML <article> Element
ใช้กำหนด เนื้อหาที่เป็นอิสระและมีความหมายในตัวเอง เช่น บทความ ข่าว หรือโพสต์
Google Chrome
Google Chrome เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ปัจจุบัน Chrome เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก!
Mozilla Firefox
Mozilla Firefox เป็นเว็บเบราว์เซอร์โอเพ่นซอร์สที่พัฒนาโดย Mozilla Firefox เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองตั้งแต่เดือนมกราคม 2018
Microsoft Edge
Microsoft Edge เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่พัฒนาโดย Microsoft ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 Microsoft Edge เข้ามาแทนที่ Internet Explorer
<article>
Browsers ยอดฮิต
Google Chrome
Google Chrome เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่พัฒนาโดย Google ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ปัจจุบัน Chrome เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก!
Mozilla Firefox
Mozilla Firefox เป็นเว็บเบราว์เซอร์โอเพ่นซอร์สที่พัฒนาโดย Mozilla Firefox เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองตั้งแต่เดือนมกราคม 2018
Microsoft Edge
Microsoft Edge เป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่พัฒนาโดย Microsoft ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 Microsoft Edge เข้ามาแทนที่ Internet Explorer
ซ้อน <article> ใน <section> หรือในทางกลับกัน
สามารถมี <section> ภายใน <article> หรือ <article> ภายใน <section> ก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า โครงสร้างเนื้อหาแบบไหนเหมาะสมกับเว็บ
HTML <header> Element
<header> ใช้เป็น “ส่วนหัว” ของหน้าเว็บหรือของเนื้อหาย่อย ๆ เช่น <article>
โดยมักใช้เก็บ
- หัวเรื่อง (เช่น
<h1>–<h6>) - โลโก้ หรือไอคอน
- ข้อมูลผู้เขียน
<header> ได้หลายอันในหน้าเดียว
แต่ห้ามวาง <header> ไว้ใน <footer>, <address> หรือ <header> อื่น
hostatom
เกี่ยวกับเรา
hostatom.com ภายใต้การดำเนินการของ Network Technical System Co., Ltd. เราให้บริการ Hosting แบบครบวงจร เราเป็นบริษัทจดทะเบียน ที่คลุกคลีกับงาน Server และ Network Infrastructure มานานกว่า 10 ปี
HTML <footer> Element
แท็ก <footer ใช้สำหรับกำหนดส่วนท้ายของหน้าเว็บหรือเนื้อหาย่อย มักมีข้อมูล เช่น ผู้เขียน (Author) ลิขสิทธิ์ (Copyright) การติดต่อ (Contact) ลิงก์กลับด้านบน ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง และสามารถมีหลาย <footer องค์ประกอบในเอกสารเดียว
HTML <nav> Element
แท็ก <nav> ใช้เพื่อรวม ชุดของลิงก์นำทางหลักในเว็บไซต์ เช่น เมนูหลัก (Main Menu)
<nav> ให้ใช้เฉพาะส่วนหลัก ๆ เท่านั้น
HTML <aside> Element
<aside> ใช้สำหรับแสดงเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องทางอ้อม กับเนื้อหาหลัก
มักใช้ทำเป็น แถบด้านข้าง (sidebar)
สัปดาห์นี้ฉันและเพื่อนนัดกันจะไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่นั่นมีโซนการแสดงสัตว์ต่างๆเยอะมาก คงต้องวางแผนเวลาให้ดีเพื่อที่จะได้ดูแต่ละโซนให้ครบทั้งหมด
HTML <figure> และ <figcaption> Elements
<figure> ใช้เก็บเนื้อหาที่เป็น สื่ออิสระ เช่น รูปภาพ, แผนภาพ, หรือโค้ด
และแท็ก <figcaption> ใช้ใส่ คำอธิบายภาพ (caption)
Fig.1 - Trulli, Puglia, Italy.
สรุป
<article>ใช้กำหนดบทความหรือเนื้อหาย่อยที่เป็นอิสระ เช่น ข่าว หรือโพสต์บล็อก<aside>ใช้กำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือเสริมกับเนื้อหาหลัก เช่น แถบด้านข้าง (Sidebar)<details>ใช้สร้างส่วนที่สามารถเปิด/ปิด เพื่อแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมได้<figcaption>ใช้กำหนดคำบรรยายภาพในแท็ก<figure><figure>ใช้ครอบภาพ แผนภูมิ โค้ด หรือเนื้อหาที่เป็นสื่อประกอบ พร้อมคำอธิบาย<footer>ใช้กำหนดส่วนท้ายของหน้าเว็บหรือส่วนท้ายของบทความ<header>ใช้กำหนดส่วนหัวของหน้าเว็บหรือส่วนหัวของเนื้อหา<main>ใช้กำหนดส่วนเนื้อหาหลักของเอกสาร ซึ่งไม่ซ้ำกับส่วนหัวหรือส่วนท้าย<mark>ใช้เน้นข้อความ เช่น การไฮไลต์คำสำคัญ<nav>ใช้กำหนดส่วนของลิงก์นำทาง (Navigation Menu)<section>ใช้กำหนดส่วนของเนื้อหาในเอกสาร เช่น บท หรือหัวข้อย่อย<summary>ใช้กำหนดหัวข้อสรุปของ<details><time>ใช้แสดงเวลา หรือวันที่ ในรูปแบบที่เครื่องอ่านและโปรแกรมสามารถประมวลผลได้