ข้อควรรู้ก่อน Restore ข้อมูล – ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนลงมือ?

การ Restore ข้อมูลเป็นขั้นตอนสำคัญในการกู้คืนเว็บไซต์หรือระบบให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่หากดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบความพร้อม อาจเกิดความเสี่ยง เช่น ข้อมูลหายเพิ่ม เว็บเปิดไม่ได้ หรือระบบทำงานผิดปกติ

บทความจึงได้นี้รวบรวม “สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเริ่ม Restore” เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาส Restore สำเร็จ 100% เหมาะทั้งสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไป เจ้าของเว็บไซต์ และผู้ดูแลระบบ

ทำไมการตรวจสอบก่อน Restore ถึงสำคัญ?

การ Restore คือการนำไฟล์และฐานข้อมูลจาก Backup มาเขียนทับข้อมูลเดิมบนระบบ หากไฟล์ไม่สมบูรณ์หรือเซิร์ฟเวอร์ไม่รองรับเวอร์ชันเดิม อาจทำให้เว็บไซต์เกิดปัญหา เช่น

  • ไม่สามารถเปิดเว็บได้ตามปกติ
  • ขึ้น Error 403, 404, 500
  • Database เชื่อมต่อไม่ได้
  • ข้อมูลใหม่ ๆ หายไปหลัง Restore
  • Plugins / Extensions ไม่รองรับเวอร์ชันของเซิร์ฟเวอร์

ดังนั้นทุกครั้งก่อน Restore ควรตรวจสอบตามรายการด้านล่างเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อน Restore ข้อมูล

1. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของไฟล์ Backup (Verify Backup)

ก่อนที่จะ Restore เราต้องมั่นใจว่าไฟล์ Backup เหล่านั้นยังไม่เสีย และสามารถนำมาใช้ได้จริง เพราะหาก Restore ด้วยไฟล์ที่เสียหาย อาจทำให้เกิดปัญหาหนักกว่าเดิม เช่น เว็บพังทั้งระบบ หรือฐานข้อมูลไม่สมบูรณ์

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

  • แตกไฟล์ .zip / .tar.gz ได้ครบ และไม่มี error
  • ไฟล์ .sql เปิดดูได้และไม่มีตัวอักษรผิดปกติ
  • โฟลเดอร์โครงสร้างครบ เช่น public_html, domains, email
  • ผ่านการ Test Restore ในพื้นที่ทดสอบแล้ว

2. เช็กวันที่และเวอร์ชันของไฟล์ Backup

วันที่ Backup เป็นตัวกำหนดว่าหลัง Restore แล้วข้อมูลอะไรจะหายไปบ้าง เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังวัน Backup จะไม่ถูกเก็บไว้

ควรเช็กว่า…

  • ไฟล์ Backup ถูกสร้างวันไหน?
  • ช่วงนั้นเว็บมีปัญหาหรือไม่?
  • ตอนนั้นมีการอัปเดตปลั๊กอิน ธีม หรือ CMS อยู่หรือเปล่า?
  • Backup เป็น full backup หรือ partial backup?

3. ตรวจสอบ PHP Version และ Environment

แม้ไฟล์ Backup จะดี แต่ถ้า Restore ไปยังสภาพแวดล้อมใหม่ที่เวอร์ชันต่างจากเดิม อาจทำให้ไม่สามารถเปิดเว็บนั้นได้

สิ่งที่ควรตรวจ

  • PHP version รองรับ CMS หรือปลั๊กอินเดิมหรือไม่?
  • MySQL/MariaDB version ต้องไม่เก่าหรือใหม่เกินไป
  • Extensions ที่เว็บต้องใช้ เช่น mbstring, curl, gd, intl
  • Apache/Nginx rules เช่น .htaccess จาก Backup เก่ามี syntax ที่เวอร์ชันใหม่ไม่รองรับ

4. เช็กพื้นที่ว่าง (Disk Space)

การ Restore จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากกว่าขนาดไฟล์ Backup เนื่องจากต้องแตกไฟล์ + สร้างฐานข้อมูล + สร้างโฟลเดอร์ใหม่ หากเป็นไปได้ ควรมีพื้นที่อย่างน้อย 2–3 เท่า ของขนาดไฟล์ Backup เพราะหากพื้นที่ไม่พอ อาจทำให้เกิดปัญหาอย่าง…

  • Restore ค้าง
  • ไฟล์บางส่วนไม่ถูกเขียน
  • เว็บล่มเพราะเขียนข้อมูลไม่ครบ
  • ระบบทำงานผิดพลาด (log เขียนไม่ได้)

5. สำรองข้อมูลปัจจุบันก่อน Restore

การ Restore ข้อมูลทั้งเว็บโดยที่ไม่มี Backup ปัจจุบันนับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก โดยการสำรองข้อมูลก่อน Restore สักครั้ง เหมือนเป็นการเพิ่มหลักประกันให้เว็บของเราที่หาก Restore แล้วเกิดปัญหา จะได้ย้อนกลับมาจุดที่ปลอดภัยได้

ข้อมูลที่ควร Backup

  • ไฟล์ทั้งหมด
  • Database ทั้งหมด
  • Email ของโดเมน (หากจำเป็น)

6. ตรวจสอบโครงสร้างโฟลเดอร์ว่าเหมือนระบบเดิม

บางครั้งการ Backup มาจากระบบคนละเซิร์ฟเวอร์ หรือคนละ Control Panel อาจทำให้มีโครงสร้างบางอย่างไม่เหมือนกัน เช่น

  • public_html อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนกัน
  • ไฟล์ config อยู่ในโฟลเดอร์อื่น
  • Database ถูกเก็บไว้หลายไฟล์ในหลาย path
  • ชื่อ domain หรือ user แตกต่างกันในแต่ละ Control Panel

หาก Restore ลงผิดโครงสร้าง → เว็บจะโหลดผิด path ทันที

7. ตรวจสอบสิทธิ์ไฟล์ (File Permission)

สิทธิ์ไฟล์ที่จะมีผลต่อการเข้าถึงไฟล์ของ Web Server ว่าสามารถอ่าน/เขียน/รันได้หรือไม่

ค่าพื้นฐานที่แนะนำ

  • โฟลเดอร์ – 755
  • ไฟล์ – 644
  • ไฟล์สำคัญ เช่น wp-config.php – อาจตั้งเป็น 400–440

หากกำหนด permission ผิด

  • เว็บขึ้น Forbidden 403
  • เว็บโหลดไม่ขึ้น
  • เว็บแก้ไขไฟล์ไม่ได้
  • Hacker ใช้ช่องโหว่เข้าระบบได้ง่ายขึ้นหากตั้งเป็น 777

8. ปิดระบบอัตโนมัติและตั้งสภาพแวดล้อมให้อยู่ในโหมดปลอดภัย

เพื่อลดการเกิด Error ขณะ Restore ควรปิดฟีเจอร์ที่เปลี่ยนแปลงข้อมูลแบบอัตโนมัติ เช่น

  • Cronjobs ที่เขียน Database
  • ปลั๊กอิน Cache เช่น LiteSpeed Cache, WP Super Cache
  • ระบบ CDNs ที่ใช้ไฟล์แคช
  • Maintenance Mode หรือ Script ที่ประมวลผลอัตโนมัติ

9. เตรียมข้อมูลการเชื่อมต่อฐานข้อมูลให้พร้อม

หลัง Restore ข้อมูล อาจต้องมีการเข้าไปแก้ไฟล์ config เพื่อชี้ไปยังฐานข้อมูลใหม่ เช่น

  • DB Name
  • DB User
  • Password
  • Host (localhost หรือ IP)
  • Prefix ของตาราง เช่น wp_, joomla_

หาก Restore ข้ามระบบอาจทำให้

  • Path ไม่ตรงกัน
  • User/Domain mismatch
  • Database structure ไม่รองรับ
  • Web Server rules ไม่ตรงกัน

10. ตรวจสอบว่าไฟล์ Backup มาจากระบบเดียวกัน

สาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้การ Restore ล้มเหลว เนื่องจากแต่ละระบบมีการใช้โครงสร้างที่ไม่เหมือนกัน โดยควรตรวจสอบว่าไฟล์ Backup ที่สร้างนั้นมาจากไหน เช่น

  • DirectAdmin → ใช้ Restore ใน DirectAdmin เท่านั้น
  • cPanel → ใช้ Restore ใน cPanel เท่านั้น
  • WordPress Plugin A → Restore ด้วย Plugin A เท่านั้น

โดยปัญหาที่มักเกิด คือ สคริปต์มองหา path ที่ไม่ตรงกัน Database ไม่รองรับโครงสร้างเดิม หรือ ไฟล์ config ใช้ path ของเครื่องเก่า

การ Restore ไม่ใช่แค่การอัปโหลดไฟล์ทับเข้าไปเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบหลายอย่างเพื่อให้เว็บกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งเว็บไซต์เป็นร้านค้าออนไลน์หรือเว็บสำคัญ ยิ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงสูงสุด

หากคุณกำลังมองหาเว็บโฮสติ้งที่ใช้งานง่ายและปลอดภัย สามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจ Web Hosting ของเราได้ที่
👉 https://www.hostatom.com/web-hosting

Was this article helpful?

Related Articles